Review

เจาะความเหมือน vs ความต่างระหว่าง Mi9 SE – Mi9

จริง ๆ แล้วบทความนี้คือบทความ รีวิว Mi9 SE แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วงั้นเราจะรีวิวไปด้วยพร้อมเปรียบเทียบกับรุ่นพี่เรือธงอย่าง Xiaomi Mi9 กันไปเลยดีกว่า พร้อมย่อยให้เข้าใจง่ายขึ้น เพื่อเป็นตัวช่วยสำหรับใครก็ตามที่ยังลังเลอยู่

อย่างที่เรารู้กันว่า Xiaomi ได้ออกรุ่นเรือธงอย่าง Mi9 มาพร้อมกันกับรุ่นเล็กลดสเปกอย่าง Mi9 SE ที่ตอนนี้ทั้งสองรุ่นได้เข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว โดย Mi9 นำมาก่อน และ Mi9 SE เพิ่งตามเข้ามาไม่กี่เดือน ก็ได้มีรีวิวออกมาอย่างมากมาย แต่ในบทความนี้ เราจะมาเปรียบเทียบ รีวิว Mi 9 SE ในเรื่องของความเหมือนและความแตกต่างระหว่าง Xiaomi Mi9 SE และ Xiaomi Mi9 พร้อมรีวิวเล็ก ๆ ควบคู่กันไป เริ่มกันเลย!

รีวิว Mi 9

แกะกล่องดูก่อน

สำหรับอุปกรณ์ที่ให้มาในกล่อง Mi9 SE ก็จะมี

  1. ตัวเครื่อง Xiaomi Mi9 SE
  2. เคสซิลิโคนสีดำ
  3. สายชาร์จ USB type A to USB type C
  4. เต้าชาร์จไฟ 18W
  5. คู่มือ
  6. เข็มจิ้ม SIM
  7. Dongle USB type C to Audio 3.5mm สำหรับหูฟัง 3.5mm

สเปกที่ไม่หนีกันเท่าไหร่นัก

Mi9 SEMi9
ChipsetQualcomm SDM712 Snapdragon 712 (10 nm)Qualcomm SDM855 Snapdragon 855 (7 nm)
CPUOcta-core (2×2.3 GHz Kryo 360 Gold & 6×1.7 GHz Kryo 360 Silver)Octa-core (1×2.84 GHz Kryo 485 & 3×2.42 GHz Kryo 485 & 4×1.8 GHz Kryo 485)
GPUAdreno 616Adreno 640
RAM6GB6GB/8GB
Storage64/128 GB64/128 GB

จากตารางจะเห็นว่า Mi9 SE ใช้ Chipset Snapdragon 712 ซึ่งต่างกับ Mi9 ที่ใช้ Chipset ระดับบนอย่าง Snapdragon 855 แต่ถึงแม้ว่า Mi9 SE จะใช้ Chipset รุ่นต่ำกว่า แต่ประสิทธิภาพแทบไม่ต่างกัน เล่นเกมลื่นทั้งคู่

RAM และ ความจุที่เท่ากันในราคาที่ถูกกว่า

ถึงจะเป็นรุ่นเล็กกว่า แต่ RAM และความจุ ของ Mi9 SE นั้นเท่ากันกับรุ่นพี่อย่าง Mi9 เลย นั่นก็คือให้ RAM เริ่มต้นที่ 6GB และความจุเริ่มต้นที่ 64GB ทั้งคู่ เพียงพอต่อการใช้งานทั่ว ๆ ไป ไม่จำเป็นต้องเพิ่ม microSD เลย

นอกจากนั้นยังมี Deep clean ตัวช่วยเคลียร์พื้นที่ ลบไฟล์ขยะ หรือไฟล์ขนาดใหญ่ มาให้ใช้งานเลย

หน้าจอต่างกัน ความแข็งแกร่งต่างกัน

เริ่มด้วยการ รีวิว Mi 9 SE ในส่วนของหน้าจอมีขนาด 5.97 นิ้ว ซึ่งเป็นขนาดที่กำลังดีเมื่อเทียบกับ Mi9 ที่มีขนาดถึง 6.39 นิ้ว แต่กระจกจอของ Mi9 SE จะใช้กระจก Gorilla glass 5 ต่างกับ Mi9 ที่ใช้กระจก Gorilla glass 6 ที่แข็งแกร่งกว่า

ถึงขนาดจะต่างกันแต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือ ติ่งทรงหยดน้ำที่เป็นตำแหน่งของกล้องหน้าขนาด 20MP เหมือนกัน และมีอัตราส่วนหน้าจอ 19.5:9 ความคมชัด 1080 x 2340 pixels

สแกนนิ้วบนหน้าจอสุดล้ำ

ทั้งสองรุ่นได้ฝังเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือไว้ใต้จอ สามารถปลดล็อคเครื่องได้โดยการแตะเบา ๆ ไปบนหน้าจอเท่านั้น รวดเร็วทันใจ สแกนมุมไหนก็ได้ ตีลังกาสแกนก็ได้ ไม่ต้องยกเครื่องขึ้นมาปลดล็อค เหมือนรุ่นก่อน ๆ ที่มีปุ่นสแกนลายนิ้วมืออยู่ด้านหลัง

ขนาดที่เหมาะมือที่สุด

รีวิว Mi 9

มือถือที่ดีไม่จำเป็นต้องใหญ่

บางทีเราน่าจะต้องการโทรศัพท์ที่พอดีมือมากกว่า ซึ่ง Mi9 SE อาจจะเป็นหนึ่งในความพอดีที่หลาย ๆ คนต้องการอยู่ น้ำหนักเบาแค่ 155 กรัม เบากว่า Mi9 ที่มีน้ำหนักถึง 173 กรัม อย่างเห็นได้ชัด

รีวิว Mi 9

ด้วยขนาดเครื่องสูงเพียง 147.5 mm กว้างแค่ 70.5 mm ตัวเครื่องหนาแค่ 7.5 mm เป็นขนาดที่กำลังดี ทำให้เวลาถือสามารถให้นิ้วโป้งเอื้อมไปกดได้ทุกตำแหน่งบนหน้าจอ ต่างกับ Mi9 ที่มีขนาดสูงถึง 157.5 mm กว้าง 74.7 mm และหนา 7.6 mm

ด้วยตัวเครื่องที่ใหญ่เกินกว่าจะใช้นิ้วโป้งกวาดได้หมด Mi9 เลยมีปุ่มเรียก Google Assistant มาให้อยู่ด้านข้างตัวเครื่อง แต่ Mi9 SE ไม่มีปุ่มนี้มาให้

ชิปคนละรุ่น แต่แรงต่างกันแค่ไม่กี่วิ

รีวิว Mi 9

ถึง Chipset จะต่างรุ่นกัน แต่ความเร็วและประสิทธิภาพของทั้ง Mi9 SE และ Mi9 แทบไม่ได้ต่างกันมากเท่าไหร่ ความเร็วต่างกันระดับไม่กี่วิ ไม่ว่าจะเป็นการการปลดล็อคหน้าจอด้วย Face Unlock ระยะเวลาในการเปิดแอปหรือโหลดหน้าแอปเกมนั้นต่างกันแค่เล็กน้อย

ถึงกล้องจะชัดน้อยกว่า แต่ได้มุมกว้างกว่า

รีวิว Mi 9

ทั้ง Mi9 SE และ Mi9 ให้กล้องจัดเต็มมาถึง 3 ตัว แยกเป็น

  • เลนส์มุมกว้าง (Wide Angle) 1 ตัว
  • เลนส์ธรรมดา (Normal Angle) 1 ตัว
  • เลนส์ซูม (Tele Angle) อีก 1 ตัว
รีวิว Mi 9

Mi9
Wide – F2.2 | 16 MP | 117°
Normal – F1.75 | 48MP
Tele – F2.2 | 13MP

Mi9 SE
Wide – F2.4 | 13 MP | 123°
Normal – F1.75 | 48MP
Tele – F2.4 | 8MP

จะเห็นได้ว่ากล้องของทั้ง Mi9 SE และ Mi9 ไม่ต่างกันมากนัก ในรุ่น Mi9 SE จะโดนลดความละเอียดของกล้องและค่าความกว้างของรูรับแสง (F stop) ลงไปนิดนึงในกล้องเลนส์ซูมและเลนส์มุมกว้าง

รีวิว Mi 9

แต่ใน Mi9 SE เลนส์มุมกว้าง (Wide Angle) จะได้มุมกว้างถึง 123 องศา กว้างกว่าใน Mi9 ที่เป็นรุ่นเรือธง กลับเป็นเลนส์มุมกว้างที่กว้างแค่ 117 องศาเท่านั้น กลายเป็นว่า Mi9 SE ถึงจะโดนลดความละเอียดและรูรับแสงลงไป แต่ถ่ายรูปได้กว้างกว่ารุ่นพี่ซะอีก ได้กำไรไปในส่วนนี้

รีวิว Mi 9

ส่วนความสามาถของกล้องนั้น มีเหมือนกันทั้งคู่ ทั้งกล้อง AI ตัวช่วยให้ถ่ายรูปได้สวยขึ้น โหมดลูกเล่นแสงต่าง ๆ ในโหมด Portrait และโหมดถ่ายรูปกลางคืน (Night Mode) ให้รูปออกมาสว่างได้ ยังมีมาให้ทั้งคู่

รีวิว Mi 9
Mi 9
ไม่ได้เปิด Night Mode
เปิด Night Mode

แบตอึดอยู่ได้ทั้งวัน

รีวิว Mi 9

แบตเตอรี่คือสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ในมือถือยุคนี้ และ Xiaomi ก็ได้ให้แบตเตอรี่ Mi9 SE มาถึง 3070 mAh ผนึกกำลังกับ Chipset Snapdragon 712 ที่ประหยัดไฟขึ้น ทำให้สามารถอยู่ได้ทั้งวัน ในการใช้งานทั่ว ๆ ไป เล่นเน็ต ฟังเพลง ดู Youtube ต่าง ๆ ไม่ต้องชาร์จแบตระหว่างวัน ส่วนรุ่นพี่อย่าง Mi9 ก็ให้แบตเตอรี่มาถึง 3300 mAh

ชาร์จไร้สายไม่ได้ไม่มีปัญหา เพราะมี Quick Charge เหมือนกัน

รีวิว Mi 9

เพราะเป็นรุ่นเล็ก เลยไม่ได้ฟีเจอร์ชาร์จไร้สายแบบ Mi9 มาด้วย แต่ไม่เป็นไร Mi9 SE ยังมี Fast battery charging 18W สามารถชาร์จจาก 0-50% ได้ภายใน 30 นาที และเต็ม 100% ในระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งแค่นั้น

สรุป

รีวิว Mi 9

สรุปการ รีวิว Mi 9 SE นี้ ถือว่าเป็นมือถือรุ่นหนึ่งที่คุ้มที่สุดในราคาหมื่นนิด ๆ สเปกแทบไม่หนีไปจากรุ่นเรือธงเลย ต่างกันก็แค่ Chipset ที่หันมาใช้ Snapdragon 712 แทน ส่วนแรมให้มาถึง 6GB เท่ารุ่นเรือธง ได้ทั้งจอ FullHD+ สแกนนิ้วใต้จอ และกล้องหลังถึง 3 ตัว พร้อม AI ช่วยประมวลผลรูปภาพให้สวยยิ่งขึ้น คุณภาพของรูปอยู่ในระดับที่ดี เหมาะกับคนที่ไม่ได้เล่นเกมบ่อย ๆ เล่นเห็นบางครั้ง เล่นอินเตอร์เน็ต LINE, Facebook, Twitter, Instagram ซะเป็นส่วนใหญ่ ชอบถ่ายรูป ชอบมือถือพอดีมือ วัสดุสวยงาม มีเหลือบแสงสีรุ้ง งานประกอบจัดว่าดี ขนาดพอดีมือ จนบางทีก็รู้สึกว่า Mi9 ใหญ่ไปด้วยซ้ำ ได้ชาร์จเร็ว 18W ขาดก็แต่ชาร์จไร้สาย ซึ่งถ้าใครคิดว่าไม่จำเป็น ก็ซื้อได้เลยไม่ต้องลังเลใจ